สงครามครูเสด

สงครามครูเสด (The Crusades)เป็นการทำศึกระหว่างศาสนา ซึ่งบางทีอาจหมายถึงการศึกระหว่างชาวคริสต์ต่างนิกายร่วมกันเอง หรือชาวคริสต์กับผู้นับถือศาสนาอื่นก็ได้ แม้กระนั้นโดยส่วนมากมักหมายความว่าสงครามครั้งใหญ่ระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์ ในตอนศตวรรษที่ 11 ถึง 13 ในตอนเริ่มการทำศึกนั้นคนมุสลิมดูแลดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ ดินแดนที่นี้เป็นสถานที่สำคัญของสามศาสนาเช่น อิสลาม ยูได และ คริสต์ ในตอนนี้ดินแดนที่นี้เป็น ประเทศอิสราเอล หรือ ปาเลสไตน์ คนมุสลิมครอบครอง เมืองนาซาเรธ เบธเลเฮม รวมทั้งเมืองสำคัญทางศาสนาอีกหลายเมือง ในสมัยของคอลีฟะหฺอุมัร (634-44) ซึ่งเป็นคนนำทางศาสนาและการเมืองของอาณาจักรอิสลามในสมัยนั้น ผลสรุปของการศึกในคราวนั้นเป็นกองทัพชาวมุสลิมสามารถยึดดินแดนศักดิ์สิทธิ์คืนจากชาวคริสต์ได้ แล้วก็ไล่ผู้บุกรุกต่างดินแดนออกไป ซึ่งยังคงดำรงชาติชาวมุสลิมสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

  มีรอยจารึกอันยิ่งใหญ่ที่พยายามลบเท่าไรก็ไม่เลือนหาย แห่งสงครามศาสนาอยู่รอยหนึ่ง มีชื่อชัดเจนว่า สงครามครูเสด หรือ สงครามไม้กางเขน โดยที่สงครามใหญ่ครั้งนี้มีไม้กางเขน อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ เป็นตรา คือนักรบจากแผ่นดินยุโรป ทั้ง นาย ไพร่ ที่จะบุกบั่นมารบกับพวกแขกในอาหรับนั้น มีตราไม้กางเขนติดที่หน้าอกเสื้อโดยทั่วไปทุกตัวคน ซึ่งตรานี้มีความสำคัญมากใครหลวมตัวคลั่งไคล้ไปติดตรานั้นเข้าแล้ว จะต้องมาร่วมรบโดยเด็ดขาด เปลี่ยนใจไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนใจแล้ว จะต้องถูกขับออกให้เป็นคนนอกศาสนาทันที ซึ่งเท่ากับถูกลงโทษประหารทางศาสนานั่นเอง         เรื่องราวของสงครามใหญ่ ที่มีเครื่องหมายของศาสนาประกาศความเป็นสงครามศาสนาชัดๆ นี้ กันสักนิดนึง โดยอาศัยเอกสารที่เชื่อถือได้ คือประวัติศาสตร์สากลของ พลตรี หลวงวิจิตวาทการ และ ผลงานการศึกษาเรื่องสงครามครูเสดนี้ไว้โดยเฉพาะ ของ รองศาสตราจารย์ สาคร ช่วยประสิทธิ์ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งศึกษาจากเอกสารต่างประเทศหลากหลายเป็นหลักฐานอ้างอิง         สงครามศาสนาที่ตีตราไม้กางเขนนี้ เพียงดูระยะเวลาที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้คือ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๖๓๙ ถึง ๑๘๑๓ เท่านั้น ก็ชวนให้เห็นถึงความเหี้ยมเกรียมในจิตใจคน ภายใต้เงาของศาสนาชนิดนั้นอยู่มิใช่น้อย จนแทบจะไม่น่าเชื่อว่าบทบาทนั้น เป็นบทบาทที่ซึ่งเรียกกันว่า ศาสนา ได้ก่อขึ้น เพราะเป็นการสงครามที่มีระยะเวลาข้ามศตวรรษกันเลยทีเดียว รบกันแล้วรบกันเล่าอยู่ได้ตั้งนมนานเกือบ ๒๐๐ ปี ซึ่งความจริงแล้ว ความรู้สึกเช่นนี้ มิใช่จะเกิดมีแก่เราและท่านทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในฐานะคนวงนอกเท่านั้น แม้พวกฝรั่ง ซึ่งเป็นคนวงในของเขา และเป็นนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก เขาก็เคยรู้สึกกันมาแล้ว เช่นที่ รองศาสตราจารย์ สาคร ท่านได้อ้างไว้ คือ นักประวัติศาสตร์ฝรั่งชื่อว่า แอนเน เฟรแมนเติล (Anne Fremantle) ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง ยุคศรัทธา (Age of Faith) หน้า ๕๓ ของเขาดังนี้ …..         “จากสงครามทั้งหมดที่มนุษย์เคยรบ ไม่มีครั้งใดที่ได้กระทำไปด้วยใจจดจ่อยิ่งไปกว่าสงครามที่มีศรัทธาเป็นที่ตั้ง และจากสงครามศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด ไม่มีครั้งใดที่จะมีการสูญเสียเลือดเนื้อและมีความยืดเยื้อมากไปกว่าสงครามครูเสดในยุคกลาง ครูเสดซึ่งได้มีอิทธิพลเหนือคนในยุคกลางเป็นเวลา ๒๐๐ ปี จากตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ความศรัทธาอย่างแรงกล้าเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดขึ้น และจบสิ้นลงด้วยความเข้าใจที่แจ่มแจ้ง ประกอบทั้งความยุ่งยากนานัปการ”         แน่นอน นักประวัติศาสตร์ผู้นี้ เขียนเรื่องเกี่ยวกับศรัทธา ย่อมเน้นการมองสงครามหฤโหดในแง่ของศรัทธาเป็นหลัก แต่ศรัทธานั้น ในทัศนะที่ใสสะอาดของพระพุทธศาสนาเรียกว่า มิจฉาศรัทธา คือ ศรัทธาที่ผิด เพราะเป็นศรัทธาที่นำไปสู่การล้างผลาญกันอย่างน่าเอน็จอนาถเป็นที่สุด และที่เขากล่าวว่า จบสิ้นลงด้วยความเข้าใจที่แจ่มแจ้งนั้น จะเป็นความเข้าใจในฐานะของผู้สำนึกผิดหรือไม่ ก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ถือได้ว่า ถ้อยคำของเขาไม่กี่ประโยคนั้น ก็เป็นการยอมรับอย่างชัดเจนว่า สงครามที่บรรพบุรุษทางศาสนาของเขาสร้างขึ้นไว้เป็นตราบาปอันใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์นี้ มีความเ!้ยมหฤโหดอย่างเหลือเชื่อจริงๆ         พิษสงของสงครามศาสนาตราไม้กางเขนที่ว่านี้ ในประวัติศาสตร์สากลของท่าน พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ระบุไว้ว่า “การไปรบนี้ ก็โดยความขอร้องของพระสังฆราชกรุงโรมชาวยุโรปได้เสียชีวิตไปในสงครามครูเสดราว ๗ ล้านคน โดยที่ไม่สามารถกำจัดหรือกวาดล้างพวกเติร์กได้ จำนวนคนตั้ง ๗ ล้านคน ในสมัยที่โลกมนุษย์ยังไม่มีมนุษย์ล้นโลกเช่นทุกวันนี้ ย่อมถือได้ว่า มิใช่จำนวนเล็กน้อยเลย ยิ่งคิดกันให้ละเอียดไปถึงฝ่ายอาหรับด้วยแล้ว คงจะต้องเพิ่มจำนวนการสูญเสียแห่งมนุษยชาติเข้าไปอีกนับล้านเช่นกัน … สงครามครูเสด ที่สังฆราชกรุงโรมเป็นผู้จุดชนวนขึ้นนั้น คงจะล้างผลาญผู้คนไปนับเป็นสิบกว่าล้านอย่างแน่นอน” … น่าสังเวช น่าสลดใจเพียงไร ก็ขอให้ลองคิดกันดู และเมื่อคิดแล้ว ก็อย่าหลับตาตัดบทเสียว่าเป็นเรื่องของอดีตที่ไม่ควรจะหวนคิด เพราะแท้จริงแล้ว มันเป็นเรื่องของวิญญาณทางศาสนาที่สืบทอดลงมาจนถึงทุกวันนี้ อันมีสัจจะที่บ่งชี้

สงครามยังไม่ได้จบเพียงเท่านี้ ยังคงมีการรบกันอีก10ครั้งเราจะมานำเสนอในครั้งหน้า

จัดทำข้อมูลโดย w88 เล่นง่าย จ่ายจริง

ประวัติสงครามเกาหลี

สงครามเกาหลีก็คือระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ถือว่าเป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ถึงแม่ว่าปัจจุบันที่ประธานาธิบดี “มุนแจอิล” เกาหลีใต้ ได้จับมือกับ “คิมจองอึล” ผู้นำเกาหลีเหนือ แล้วเดินก้าวข้ามพรมแดนของทั้งสองประเทศแล้วเนี่ย ถือว่าเป็นครั้งระหว่างสงครามเกาหลีที่ทั้งสองได้จับมือกัน เรามาดูกันดีกว่าทำไมเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ถึงได้แบ่งออกเป็นสองประเทศ ทั้ง ๆ ที่เป็นประเทศเดียวกันได้ เราไปดูสงครามระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้กันดีกว่า

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลง สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาได้เข้าปลดปล่อยเกาหลีจากการควบคุมดินแดนอาณานิคมของจักรวรรดิ ภายหลังจากสงครามยุติลง เกาหลีได้ถูกแบ่งแยกอยู่ที่เส้นขนานที่ 38 กลายเป็นสองเขตแดนของการยึดครอง โซเวีตได้ปกครองดินแดนส่วนครึ่งหนึ่งจากทางเหนือและอเมริกันก็ปกครองดินแดนอีกส่วนครึ่งหนึ่งจากทางใต้ ด้วยชายแดนตั้งอยู่ที่เส้นขนานที่ 38 ในปี ค.ศ. 1948 สองรัฐเอกราชได้ถูกสถาปนาขึ้นอันเป็นผลมาจากความตึงเครียดทางการเมืองของสงครามเย็น (ระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา) รัฐสังคมนิยมได้ถูกก่อตั้งขึ้นในส่วนทางภาคเหนือภายใต้ผู้นำฝ่ายลัทธิคอมมิวนิสต์ของนายคิม อิล-ซ็อง และรัฐทุนนิยมในส่วนทางภาคใต้ภายใต้ผู้นำฝ่ายต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ของนายอี ซึง-มัน ทั้งสองรัฐบาลของรัฐเกาหลีใหม่ต่างอ้างว่าเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรมด้วยกฎหมายแต่เพียงฝ่ายเดียวของเกาหลีทั้งหมดและไม่ยอมรับเขตชายแดนเป็นการถาวร ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นจนนำไปสู่สงคราม เมื่อกองทัพเกาหลีเหนือที่ได้รับการสนับสนุนโดยสหภาพโซเวียตและจีน ได้ข้ามเขตชายแดนและรุกเข้าสู่เกาหลีใต้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งองค์การสหประชาชาติได้อนุญาติให้มีการจัดตั้งกองบัญชาการสหประชาชาติ และส่งกองทัพไปยังเกาหลีเพื่อขับไล่สิ่งที่ได้เป็นที่ยอมรับแล้วว่าเป็นการรุกรานของเกาหลีเหนือ ซึ่งได้มี 21 ประเทศของสหประชาชาติต่างได้มีส่วนร่วมในกองทัพสหประชาชาติ กับสหรัฐอเมริกาได้ให้ประมาณ 90% ของบุคลากรทางทหาร

สงครามเกาหลีเป็นหนึ่งในการทำสงครามที่มีการทำลายล้างมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตจากสงครามประมาณ 3 ล้านคน และพลเรือนเสียชีวิตทั้งหมดในสัดส่วนที่ใหญ่กว่าสงครามโลกครั้งที่สองหรือสงครามเวียดนาม จึงทำให้เกิดการทำลายล้างเมืองสำคัญต่าง ๆ ของเกาหลีทั้งหมด การฆ่าสังหารหมู่จำนวนนับพันคนของทั้งสองฝ่าย และการทรมานและความอดอยากของเชลยศึกโดยกองบัญชาการเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือกลายเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักที่สุดในประวัติศาสตร์

ประวัติสงครามเวียดนาม

ประวัติสงครามเวียดนาม มีชื่อเวียดนามว่า ( Chiến tranh Việt Nam ) เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของชาวฝรั่งเศษในปี ค.ศ. 1885 เพื่อความสะดวกง่ายต่อการปกครอง จึงทำให้ฝรั่งเศสได้แบ่งการปกครองเป็น 3 แค้วนหลัก ๆ คือ แค้วนตังเกี๋ยอยู่ทางตอนเหนือ แคว้นอันนัมอยู่ทางตอนกลาง  และแคว้นโคชินไซน่าอยู่ทางตอนใต้   คือ ฝรั่งเศสได้เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของเวียดนามเดิมให้เป็นแบบฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่  ปี ค.ศ. 1941 ในขณะเกิดสงครามเวียดมินห์ขึ้นเพื่อที่จะขับไล่ฝรั่งเศส โดยมีผู้นำ คือ โฮจิมินห์

สงครามเวียดนาม หรือจะเรียกอีกอย่างว่าสงครามอินโดจีนครั้งที่สอง แต่ในเวียดนามเรียกกันว่าสงครามต่อต้านอเมริกาหรือเรียกสั้น ๆ ว่า สงครามอเมริกา ซึ่งเป็นการขัดแย้งในประเทศเวียดนาม ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา เกิดสงครามในช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2498 จึงทำให้กรุงไซ้ง่อนถูกยึดเป็นสงครามอินโดจีนครั้งที่สองและเป็นการต่อสู้ระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้อย่างเป็นทางการ เวียดนามเหนือได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตหรือประเทศจีนและประเทศพันธมิตรฝ่ายลัทธิคอมมิวนิสต์อื่น เวียดนามใต้ได้รับการสนับสนุนโดยสหรัฐเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย ไทย และประเทศพันธมิตรฝ่ายต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อื่น  ความขัดแย้งเกิดขึ้นจากสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่งต่อคอมมิวนิสต์ที่นำโดยเหวียตมิญ ต่อมาฝรั่งเศสได้ถอนตัวออกจากอินโดจีนในปี 2497 สหรัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินและการทหารสำหรับรัฐเวียดนามใต้ต่อเวียดกง แนวร่วมประชาชนเวียดนามใต้ที่รับคำสั่งจากเวียดนามเหนือ ริเริ่มทำสงครามกองโจรในเวียดนามใต้ และเวียดนามเหนือยังบุกครองลาวในช่วงกลางปี 2493 เพื่อสนับสนุนกบฏ มีการสร้างเส้นทางสายโฮจิมินห์เพื่อส่งกำลังบำรุงและเสริมกำลังให้แก่เวียดกง

บางคนถือว่าสงครามนี้เป็นสงครามตัวแทนในยุคสงครามเย็น ซึ่งกินระยะเวลามายาวนานถึง 19 ปี โดยการมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงของสหรัฐสิ้นสุดลงในปี 2516 และรวมไปถึงสงครามกลางเมืองลาว และสงครามกลางเมืองกัมพูชาซึ่งจบลงด้วยทั้งสามประเทศได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 2518

ประวัติศาสตร์สงครามเย็น

สงครามเย็นเป็นภาวะอย่างหนึ่งที่ประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายต่างแข่งขันกัน โดยพยายามสร้างแสนยานุภาพทางการทหารของตนไว้ข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม โดยประเทศมหาอำนาจจะไม่ทำสงครามกันโดยตรง แต่จะสนับสนุนให้ประเทศพันธมิตรของตนเข้าทำสงครามแทน หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสงครามตัวแทน proxy war สาเหตุที่เรียกสงครามเย็น เนื่องจากเป็นการต่อสู้กันระหว่างมหาอำนาจโดยใช้จิตวิทยาในการทำสงคราม

ลำดับเหตุการณ์สงครามเย็น เกิดจากนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตในช่วงเวลาดังกล่าว โดยคำนึงถึงสงครามเย็นเป็นหลัก นับจากปี ค.ศ. 1947 (พ.ศ. 2490) จนกระทั่งการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ใน ค.ศ. 1991 (พ.ศ. 2534) สมัยเริ่มต้นสงครามเย็นน่าจะอยู่ในช่วงสมัยวิกฤตการณ์ทางการทูตในตอนกลางและปลาย ค.ศ. 1947 เมื่อสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตเกิดขัดแย้งเรื่องการจัดตั้งองค์การสันติภาพในตุรกี ยุโรปตะวันออกและเยอรมนี จึงทำให้เกิดความตึงเครียดเนื่องจากการเผชิญหน้ากันระหว่างอภิมหาอำนาจ แต่ยังไม่มีการประกาศสงครามหรือใช้กำลัง เป็นสมัยลัทธิทรูแมน วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1947 กับประกาศแผนการมาร์แชลล์ เพื่อฟื้นฟูบูรณะยุโรปตะวันตก ซึ่งได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สอง การขยายอิทธิพลของโซเวียตในยุโรปตะวันออก และการแบ่งแยกเยอรมนี นักประวัติศาสตร์ยังไม่ตกลงกันทั้งหมดว่าสงครามเย็นคือช่วงใดกันแน่ แต่ส่วนใหญ่ถือ ค.ศ. 1947–1991 สงครามเย็นได้ชื่อว่า “เย็น” เพราะไม่มีการสู้รบขนาดใหญ่โดยตรงระหว่างสองฝ่าย แม้มีสงครามในภูมิภาคสำคัญ ๆ ที่เรียก สงครามตัวแทน ในประเทศเกาหลี เวียดนามและอัฟกานิสถานซึ่งทั้งสองฝ่ายสนับสนุนก็ตาม

ต่างฝ่ายต่างสั่งสมอย่างหนักเตรียมรับสงครามโลกนิวเคลียร์แบบสุดตัวที่อาจเกิดขึ้น ต่างฝ่ายมีสิ่งกีดขวางนิวเคลียร์ซึ่งกีดขวางการโจมตีของอีกฝ่าย บนพื้นฐานว่าการโจมตีนั้นจะนำไปสู่การทำลายล้างฝ่ายโจมตีอย่างสิ้นซาก คือ ลัทธิอำนาจทำลายล้างซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากการพัฒนาคลังนิวเคลียร์ของสองฝ่าย และการวางกำลังทหารตามแบบแล้ว การต่อสู้เพื่อครองความเป็นใหญ่ยังแสดงออกมาผ่านสงครามตัวแทนทั่วโลก การสงครามจิตวิทยา การโฆษณาชวนเชื่อและจารกรรม และการแข่งขันทางเทคโนโลยี เช่น การแข่งขันอวกาศ

ประวัติสงครามโลกครั้งที่ 2

สงครามโลกครั้งที่สอง หรือเรียกภาษาอังกฤษว่า World War II หรือ Second World War ส่วนใหญ่มักย่อว่า WWII หรือ WW2 สงครามโลกครั้งที่สองจึงนับว่าเป็นสงครามที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ใช้เงินทุนมากที่สุด และมีผู้เสียชีวิตสูงสุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เป็นสงครามทั่วโลกกินเวลาตั้งแต่ปี 1939 ถึง 1945 ประเทศส่วนใหญ่ในโลกมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งรัฐมหาอำนาจทั้งหมด แบ่งเป็นพันธมิตรทางทหารคู่สงครามสองฝ่าย คือ ฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะ เป็นสงครามที่กว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์ สงครามนี้มีลักษณะเป็น “สงครามเบ็ดเสร็จ”

สาเหตุเบื้องต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง คือ ความตึงเครียดเกี่ยวกับชาตินิยม ประเด็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข และความไม่พอใจอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสมัยระหว่างสงครามในทวีปยุโรป รวมทั้งผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ลงเอยด้วยการปะทุของสงคราม ซึ่งมักเป็นที่เข้าใจว่าเป็นการบุกครองโปแลนด์ โดยนาซีเยอรมนี ความก้าวร้าวทางทหารนี้เป็นผลมาจากการตัดสินใจของผู้นำของเยอรมนีและญี่ปุ่น สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้นจากการปฏิบัติอันก้าวร้าวและบรรจบกับการประกาศสงคราม หรือการต่อต้านด้วยกำลัง

สงครามยุติลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร ผลของสงครามได้เปลี่ยนแปลงการวางแนวทางการเมืองและโครงสร้างสังคมของโลก สหประชาชาติถูกสถาปนาขึ้น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและเพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต ขณะเดียวกัน การยอมรับหลักการการกำหนดการปกครองด้วยตนเอง เร่งให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชในทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา พร้อม ๆ กับที่หลายประเทศได้มุ่งหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งอุตสาหกรรมได้รับความเสียหายระหว่างสงคราม และบูรณาการทางการเมืองได้เกิดขึ้นทั่วโลกในความพยายามที่จะรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์หลังสงคราม

ประวัติสงครามโลกครั้งที่ 1

สงครามโลกครั้งที่ 1 หรือเรียกภาษาอังกฤษว่า World War I หรือ First World War  ก่อน ค.ศ. 1939 เคยเกิดสงครามครั้งใหญ่ที่ยุโรปอยู่ในศูนย์กลางระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1914 ถึง 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918  โดยมีทุกประเทศมหาอำนาจของโลกเกี่ยวข้องทั้งหมดในสงครามนี้ด้วย ซึ่งแต่ละประเทศจะแบ่งด้วยฝ่ายสัมพันธมิตร คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ส่วนฝ่ายอำนาจกลาง คือเยอรมันนี ออสเตรีย ฮังการี ออตโตมันและบัลแกเรีย ทั้งสองฝ่ายก็ได้มีการจัดระเบียบใหใ และขยายตัวเมื่อประเทศเข้าสู่สงครามมากขึ้น

ส่วนสาเหตุที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดจากความไม่เชื่อใจของประเทศฝรั่งเศสที่มีต่อเยอรมนี เนื่องจากสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียในระหว่างปี ค.ศ. 1870 ถึง ค.ศ. 1871 ซึ่งเยอรมนีได้รับชัยชนะเด็ดขาดสามารถรุกรานฝรั่งเศสได้ และนำไปสู่การสละราชสมบัติของพระเจ้านโปเลียนที่ 3 หลังมีการรวมประเทศเยอรมนีได้ในปี ค.ศ. 1871 ความขัดแย้งในยุโรปเบี่ยงเบนไปส่วนใหญ่ ผ่านเครือข่ายสนธิสัญญาที่มีการวางแผนไว้อย่างระมัดระวัง ระหว่างจักรวรรดิเยอรมันกับประเทศที่เหลือในยุโรป ด้วยฝีมือของนายกรัฐมนตรีบิสมาร์ค บิสมาร์คเน้นการทำงานโดยพยายามยื้อรัสเซียให้อยู่ฝ่ายเดียวกับเยอรมนี เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามสองแนวรบกับฝรั่งเศสและรัสเซีย เมื่อจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิเยอรมนี (ไกเซอร์) พันธมิตรภาพกับรัสเซียค่อย ๆ ถูกลดความสำคัญลง เมื่อบิสมาร์คลงจากอำนาจในปี ค.ศ. 1890 จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ทรงปฏิเสธจะต่อสนธิสัญญาประกันพันธไมตรีกับรัสเซีย ในขณะเดียวกันนโยบายโดดเดี่ยวเยอรมนีที่ฝ่ายฝรั่งเศสดำเนินมาตลอดก็เริ่มสัมฤทธิ์ผลเป็นรูปร่าง อีกสี่ปีต่อมา ใน ค.ศ. 1894 มีการลงนามจัดตั้งพันธมิตรฝรั่งเศส-รัสเซียเพื่อตอบโต้อำนาจของไตรพันธมิตร ใน ค.ศ. 1904 สหราชอาณาจักรประทับตราเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส ซึ่งเรียกว่า ความตกลงฉันทไมตรี (Entente Cordiale) และใน ค.ศ. 1907 สหราชอาณาจักรและรัสเซียลงนามในอนุสัญญาอังกฤษ-รัสเซีย ระบบนี้ประสานความตกลงทวิภาคีและก่อตั้งไตรภาคี (Triple Entente) [6]. การผสานความร่วมมือกันระหว่าง จักรวรรดิอังกฤษ จักรวรรดิรัสเซีย และสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทำให้เยอรมนีรู้สึกว่าตกอยู่ในวงล้อมศัตรู

ผลจากสงครามโลกครั้งที่ 1  นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในทางการเมือง วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสภาวะทางสังคมของโลกตะวันตก  เมื่อสงครามยุติ รัฐจักรวรรดิใหญ่สี่รัฐ อันได้แก่ จักรวรรดิเยอรมัน, จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี, จักรวรรดิรัสเซีย และจักรวรรดิออตโตมัน ได้รับความพ่ายแพ้ทั้งทางการเมืองและทางทหาร จนต้องสิ้นสภาพไป เยอรมนีและรัสเซียสูญเสียดินแดนไปมหาศาล ส่วนอีกสองรัฐที่เหลือนั้นล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง